c20aaf69c57a96b25d9f8b1f58afe93b.jpg

ต้นกำเนิด บาคาร่า

แม้ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าจะเป็นเกมส์พนันยอดนิยมและเก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ต้นกำเนิดจริงๆของเกมส์ไพ่บาคาร่าไม่ชัดเจนนัก

ซึ่งจากบันทึกทากประวัติศาสตร์แบบลายลักษณ์อักษรในยุคศตวรรษที่ 19 ระบุว่ามีเกมส์ไพ่ชนิดหนึ่งจากระเทศจีนซึ่งมีรูปแบบและวิธีการเล่น

ที่คล้ายคลึงกับเกมส์ไพ่บาคาร่า นั่นก็คือเกมส์ไพ่นกกระจอกจีน (Chinese Pai Gow) โดยในสมัยนั้นเกมส์ไพ่นกกระจอกจีน

จะใช้กระเบื้องแผ่นในการเล่น และ 9 คือแต้มไพ่สูงสุดเช่นเดียวกับเกมส์ไพ่บาคาร่า แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ามีต้นกำเนิดมากจากเกมส์ไพ่นกกระจอกจากประเทศจีนหรือไม่

บาคาร่ามีการนับแต้มจากหน้าไพ่เหมือนกับการเล่นป๊อกเด้ง นั่นคือ

10, J, Q, K มีแต้มเท่ากับ 0

A มีค่าเท่ากับ 1

ส่วนไพ่ใบอื่นๆ จะมีแต้มเท่ากับตัวเลขที่อยู่บนหน้าไพ่

การนับแต้ม บาคาร่า

Natural ในภาษาไทยเรียกกันว่าไพ่ป๊อก นั่นคือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดไพ่ 2 ใบแรกมาแล้วได้แต้มรวมที่ 8 หรือ 9 ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะในตานั้น

La Petite (เลเพไทท์) ศัพท์แสลงในภาษาฝรั่งเศสนั่นคือการ “ป๊อก 8”

Le Grande (เลแกรนด์) ศัพท์แสลงในภาษาฝรั่งเศสนั่นคือการ “ป๊อก 9”

Monkey (มังกี้) การเรียกไพ่ที่มีแต้มหน้าไพ่เป็น 0 ซึ่งได้แก่ไพ่ J, Q, K และ 10

การจั่วเพิ่มใบที่ 3

เมื่อทั้งฝ่ายผู้เล่นและฝ่ายผู้เล่นเปิดไพ่ 2 ใบแรกแล้ว ยังไม่สามารถตัดสินการแพ้ชนะได้ (ยังไม่มีฝ่ายใดได้แต้มหน้าไพ่ 8-9) จะมีกฎการจั่วไพ่ใบที่ 3 เกิดขึ้นโดย

ทางฝั่งผู้เล่น

มีแต้มตั้งแต่ 0-5 ต้องจั่วไพ่เพิ่มเพื่อสู้กับเจ้ามือ

มีแต้มมากกว่า 6 ไม่ต้องจั่วไพ่

มีแต้ม 8-9 คือชนะในตานั้นทันที

ทางฝั่งเจ้ามือ

มีแต้ม 0-2 ควรจั่วเพิ่ม

มีแต้ม 3-6 จั่วเพิ่มหรือไม่ก็ได้

มีแต้ม 7 ควรอยู่ไพ่

มีแต้ม 8-9 คือชนะในตานั้นทันที

การเลือกเดิมพัน บาคาร่า

วิธีการเดิมพันของ บาคาร่า แตกต่างกับไพ่ป๊อกเด้งตรงที่ คุณจะไม่ใช่ผู้ที่ลุ้นไพ่ด้วยตัวเอง แต่คุณจะเป็นผู้วางเดินพันระหว่างเจ้ามือและผู้เล่น ว่าใครจะเป็นผู้ที่ชนะหรือเสมอกันในเกมนั้น ซึ่งถ้าคุณวางเดิมพันได้ถูกต้องก็จะได้รับรางวัลในตานั้นไป โดยอัตรารางวัลจากการเดิมพันจะแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งที่คุณวางเดิมพัน คือ

เลือกเดิมพันฝั่งผู้เล่น (Player) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:1 เช่น วางเงินไป 1,000 จะได้กลับคืนมาอีก 1,000 บาท

เลือกเดิมพันฝั่งเจ้ามือ (Banker) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:0.95 (หักคอมมิชชั่น 0.05%)

เลือกเดิมพันแบบเสมอกัน (Tie) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:8 แต่ถ้าในตาที่เกิดการเสมอขึ้นคุณวางเดิมพันที่ฝั่งผู้เล่นหรือฝั่งเจ้ามือเอาไว้ คุณจะได้รับเงินเดิมพันคืน

ผู้เล่นไพ่คู่ (Player Pair) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:11 โดยเลือกทายเดิมพันว่าฝั่งผู้เล่นจะได้ไพ่ 2 ใบแรกเป็นไพ่ที่แต้มเท่ากันหรือไม่ เช่น 5-5 , K-K, A-A

เจ้ามือไพ่คู่ (Banker Pair) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:11 โดยเลือกทายเดิมพันว่าฝั่งเจ้ามือจะได้ไพ่ 2 ใบแรกเป็นไพ่ที่แต้มเท่ากัน

ดับเบิ้ลคู่ (Perfect Pair) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:25 โดยเลือกทายเดิมพันว่าทั้งฝั่งเจ้ามือและฝั่งผู้เล่นจะได้ไพ่ 2 ใบแรกที่แต้มเท่ากัน

ดับเบิ้ลเดี่ยว (Any Pair) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:5 โดยเลือกทายเดิมพันว่าจะมีไพ่ 2 ใบแรกเป็นไพ่ที่แต้มเท่ากัน ซึ่งจะออกที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ได้รางวัล

ดิมพันใหญ่ (Big) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:0.5 โดยเดิมพันว่าในตานั้นจะมีการจั่วไพ่ใบที่ 3 เกิดขึ้น จากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

เดิมพันเล็ก (Small) จะได้รับอัตรารางวัลแบบ 1:1.5 โดยเดิมพันว่าในตานั้นจะจบเกมโดยไม่มีการจั่วไพ่เพิ่มทั้งจากฝั่งเจ้ามือและฝั่งผู้เล่น

การใช้สูตรเดิมพันบาคาร่าให้ได้กำไร

สำหรับการเดิมพันบาคาร่าจะมีสูตรที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ อยู่ 2 สูตร ซึ่งเป็นสูตรการเล่นที่ผู้เดิมพันหลายคนใช้แล้วได้กำไรจากการเล่น โดยผู้เล่นจะต้องสังเกตสถานะการณ์การเล่นไปสัก 5-10 ก่อน เพื่อดูว่าจะเลือกสูตรไหนมาใช้ดี ได้แก่

1. สูตรตามมังกร (Dragon) : การเกิดไพ่มังกรขึ้นในเกมบาคาร่า นั่นแปลว่าคุณกำลังจะโชคดีแน่ๆ เพราะไพ่จะออกผลชนะอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่ตลอด

เช่น ฝั่งผู้เล่นเป็นฝ่ายชนะมา 4-5 ตาติดกัน แสดงว่าไพ่มังกรเกิดขึ้นแล้ว ผู้เล่นจึงสามารถเลือกเอาสูตรตามมังกรหรือเดิมพันตามผู้ชนะในเกมไปเรื่อยๆ จนกว่าไพ่จะเปลี่ยนไป

2. สูตรปิงปอง (Ping Pong) : เมื่อสังเกตการเล่นมาประมาณ 5-10 เกมแล้วพบว่าฝั่งเจ้ามือกับฝั่งผู้เล่นมีการแพ้ชนะสลับกันไปมา

นั่นหมายความว่าเกมนั้นเข้าสูตรปิงปองแล้ว ให้คุณนับดูว่าในระหว่างที่นับนั้นเกมมีการเข้าสูตรปิงปองอยู่กี่ครั้ง

จากนั้นให้คุณวางเดิมพันสลับฝั่งไปมาตามจำนวนที่นับได้ เพราะจำนวนครั้งที่เกิดปิงปองจะมีไม่ต่างกันมากในแต่ละรอบ